อนุพงษ์รุดพบป๋า ถกเครียด พธม.ฮือล้อมสภา
-
กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่บุกยึดทำเนียบรัฐบาลเป็นกองบัญชาการในขับไล่รัฐบาลและปกป้องห้ามมิให้ รัฐบาลแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2550 มากว่า 3 เดือน วันนี้ยังคงตกเป็นเป้าระเบิดถล่มรายวัน ทำให้ มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บไปแล้วหลายราย โดยที่ตำรวจยังจับผู้ลงมือไม่ได้ และล่าสุดก็โดนบึมอีก
พธม.โดนถล่มอีกสาหัส 2

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ล่วงเข้าสู่วันใหม่ วันที่ 22 พ.ย. มาได้สองชั่วโมงสิบห้านาที ในเวลา 02.15น. ก็ได้เกิดระเบิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวขึ้นบริเวณที่ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ สร้าง ความแตกตื่นให้กลุ่มผู้ชุมนุมและการ์ดอาสาพันธมิตรฯ โดยต่างออกมาเตรียมการรับเหตุร้ายตามจุดเข้าออกที่ชุมนุมกันอย่างจ้าละหวั่น ทั้งนี้จุดเกิดเหตุอยู่ที่สี่แยกสวนมิสกวัน บริเวณช่องทางคู่ขนานด้านใน ของถนนราชดำเนินนอก ใกล้รั้วทำเนียบรัฐบาลฝังสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค ห่างจากแนวบังเกอร์พันธมิตรฯราว 50 เมตร พบหลุมระเบิด กว้าง 5 นิ้ว ลึก 3 นิ้ว เศษโลหะกระจัดกระจาย ใกล้กันพบกองเลือด และเก้าอี้พลาสติกล้มระเนระนาด นอกจากนี้ ยังมีรถกระบะยี่ห้อโตโยต้า วีโก้ ทะเบียน ศน 5207 กรุงเทพมหานคร กระจกหน้าต่างฝั่งคนขับแตก ตัวถังด้านซ้ายเป็นรูพรุน ยางหลังซ้ายแตก รถกระบะนิสสันฟรอนเทียร์ ทะเบียน บธ 4216 กรุงเทพมหานคร กระบะท้ายมีรูพรุน และรถเก๋งนิสสัน สีเขียว ทะเบียน 2ฬ 4552 กรุงเทพมหานคร ถูกสะเก็ดระเบิดได้รับความเสียหายถูกสะเก็ดระเบิดเจ็บ 8
ส่วนผู้บาดเจ็บมี 8 ราย ถูกส่งไป รพ.รามาธิบดี คือ นายยุทธพงษ์ เสมอภาค อายุ 22 ปี การ์ดอาสาพันธมิตรฯ ถูกสะเก็ดระเบิดที่หน้าอกและใบหน้า อาการสาหัส นายเอกพล สหวัฒน์ อายุ 37 ปี ถูกสะเก็ดระเบิดบริเวณหลังและที่แขนขาอาการสาหัส นายพงษ์ชนก กาญจนอมรเดช อายุ 31 ปี ถูกสะเก็ดระเบิดบริเวณหลังและข้อศอก นายสำเริง บัวจันทร์ อายุ 26 ปี บาดเจ็บ หัวไหล่ซ้ายและบริเวณข้างหู นายประคอง หาชัย อายุ 38 ปี บาดเจ็บที่หูและหลัง นายสมชาย วงศ์สนธิ อายุ 44 ปี บาดเจ็บที่หลัง นายณรงค์ นาคเอี่ยม อายุ 64 ปี บาดเจ็บที่บริเวณคอและข้อศอก และนายวิรัตน์ เพียรสัจจะอายุ 54 ปี บาดเจ็บที่หลัง ไหล่ แขน และมือ
กะถล่มการ์ด พธม.แต่พลาด
นายกิตติชัย ใสสะอาด หัวหน้าการ์ดพันธมิตรฯ กล่าว ว่า อาวุธที่คนร้ายใช้น่าจะเป็นเครื่องยิงลูกระเบิดแบบเอ็ม 79 โดยยิงมาจากแยกสวนมิสกวันฝั่งตรงไปทางแยกวังแดง คนละฝากของจุดเกิดเหตุ ซึ่งนอกจากจะทำให้การ์ดอาสาพันธมิตรฯบาดเจ็บสาหัส และผู้ชุมนุม ได้รับบาดเจ็บไปหลายรายแล้ว ยังทำให้รถของผู้ชุมนุมได้รับความเสียหายด้วย ทั้งนี้ เชื่อว่าคนร้ายน่าจะมีจุด มุ่งหมายยิงเข้าใส่การ์ดพันธมิตรฯ แต่บังเอิญกระสุนตกลงมาบริเวณดังกล่าว เบื้องต้นรายงานให้แกนนำพันธมิตรฯ รับทราบแล้ว
พยานอ้างเห็นคนยิงซิ่ง จยย.
ต่อมา พล.ต.ต.อนันต์ ศรีหิรัญ ผบก.น.1 พ.ต.ท. สำเริง ส่งเสียง รอง ผกก.ปป.สน.ดุสิต เจ้าหน้าที่เก็บกู้ และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด บก.ตปพ. เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุเก็บหลักฐานไปตรวจสอบ และจากการสอบสวนนายธงชัย แซ่ตั้ง อายุ 42 ปี โชเฟอร์แท็กซี่ ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุจอดรถแท็กซี่รอผู้โดยสารใกล้ๆกองทัพภาคที่ 1 เห็นชาย 4 คน ขี่รถจักรยานยนต์ 2 คัน จำได้เพียงคันเดียวว่าเป็นรถยี่ห้อฮอนด้า โนวาสีแดง มาจอดบริเวณหลังสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ ตรงข้ามกระทรวงศึกษาธิการ จากนั้น ได้ยินเสียงดัง “บึ้ม” และเห็นลูกไฟกระจายทางฝั่งที่ได้ ยินเสียง ต่อมาก็เกิดระเบิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว และเห็นชาย 4 คน ขี่รถในลักษณะหมอบตัวราบลงกับตัวถังรถ เร่งเครื่องหลบหนีไปทางแยกวังแดง
พธม. ปิดราชดำเนินอีกครั้ง
สำหรับบรรยากาศการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ หลัง จากนั้น ในช่วงเช้า บริเวณทั้งภายในและนอกทำเนียบฯ ยังคงมีผู้ชุมนุมปักหลักนั่งฟังปราศรัยค่อนข้างบางตา ขณะที่บนเวทีปราศรัยมีการจัดรายการข่าวและรายการต่างๆ สลับกันอย่างต่อเนื่อง และแกนนำได้กำชับผู้ร่วมชุมนุมให้มีการตรวจถังขยะและกระเป๋าที่วางไว้โดยไม่ มีเจ้าของ หากพบวัตถุต้องสงสัยให้รีบแจ้งการ์ดพันธมิตรฯด้วย ส่วนการ์ดพันธมิตรฯ ยังคงตรวจตราผู้ที่เดินเข้าออกพื้นที่ชุมนุมอย่างเข้มงวด หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ระเบิดเมื่อช่วงกลางดึก
และต่อมากลุ่มการ์ดพันธมิตรฯ และนักรบศรีวิชัยช่วยกันยกแผงเหล็กและเต็นท์มากางกั้นเส้นทางถนนราชดำเนินนอก ตั้งแต่สะพานมัฆวานฯ จน ถึงแยกลานพระบรมรูปทรงม้า พร้อมทั้งเตรียมรถสุขาเคลื่อนที่มาปิดเส้นทาง โดยจะรอให้การซ้อมสวนสนามเสร็จสิ้นก่อน จนถึงสะพานมัฆวานฯ เพื่อไม่ให้มีกลุ่มบุคคลสามารถนำวัตถุที่ก่อให้เกิดความรุนแรงมาทำให้เกิด ความวุ่นวายได้ และเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการชุมนุมใหญ่ในวันที่ 23 พ.ย.นี้
จำลอง ระบุโดนเอ็ม 79 ถล่ม
จากนั้นเวลา 07.30 น. พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกน นำพันธมิตรฯ ขึ้นเวทีปราศรัย กล่าวว่าเหตุลอบยิงระเบิดดังกล่าว คนร้ายใช้เครื่องยิงระเบิดชนิดเอ็ม 79 เหมือนเดิม เมื่อผู้เชี่ยวชาญเข้าไปตรวจสอบในที่เกิดเหตุแล้ว พบว่าวิถีของลูกระเบิด น่าจะถูกยิงมาจากทางกองบัญชาการตำรวจ นครบาล แต่ไม่ได้ยิงมาจากในกองบัญชาการฯ ดังกล่าวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถึงอย่างไรรัฐบาลก็ปัดความรับผิดชอบไม่ได้
ตร.ระบุจุดยิงจากด้านหลัง บช.น.
ต่อ มาเวลา 10.00 น. พล.ต.ต.อนันต์ ศรีหิรัญ ผบก. น.1 ให้สัมภาษณ์ว่า หลังจากเกิดเหตุ เมื่อเวลา 05.00 น. ได้เข้าร่วมตรวจสอบในจุดเกิดเหตุ พร้อมเจ้าหน้าที่สรรพาวุธ และกองพิสูจน์หลักฐาน เก็บชิ้นส่วนสะเก็ดระเบิดที่เป็นโลหะ น่าจะเป็นระเบิดแบบ เอ็ม 79 ส่วนจะชนิดเดียวกับเหตุที่ระเบิดที่ทำเนียบรัฐบาลก่อนหน้านี้หรือไม่ ต้องให้ ผู้เชี่ยวชาญทำการเปรียบเทียบกับหลักฐานที่พบครั้งก่อนเสียก่อน ดูวิถีการยิง ลักษณะเฉียงขึ้นจุดที่ยิงจากด้านหลัง บช.น.ใกล้ป้อมตำรวจฝั่งแยกสวนมิสกวันที่มีการเปิดการจราจรตามปกติ คนร้ายจอดรถแล้วลงมายืนยิงก่อนหลบหนีไป ตามคำให้การของพยานระบุว่าเห็นคนขี่ จยย. มา 1 คัน และเกิดระเบิดขึ้น ขณะที่อีกคนบอกว่า เห็นคนขี่ จยย. มา 2 คัน แล้วเกิดระเบิดขึ้น วัตถุประสงค์ของคนร้ายน่าจะเป็นการสร้างสถานการณ์ ถ้าหมายจะเอาชีวิตต้องยิงใส่กลุ่มผู้ที่มานั่งชุมนุม
เตือน พธม.ชุมนุมโดยสงบ
พล. ต.ต.อนันต์ยังกล่าวถึงการประเมินสถานการณ์ ในการชุมนุมใหญ่วันที่ 23 พ.ย.ว่า ได้เตรียมกำลังตำรวจ 2 กองร้อย และทหารอีก 21 กองร้อย หากกลุ่มพันธมิตรฯ ชุมนุมโดยสงบก็ไม่มีปัญหาอะไร ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ทางผู้บังคับบัญชาได้กำหนดไว้ชัดเจน หากมีเหตุการณ์รุนแรง ตำรวจจะใช้การประกาศเตือนก่อน ถ้าไม่ฟังก็จะใช้รถดับเพลิงฉีดน้ำสลายการชุมนุม ซึ่งได้ประสานกับ กทม. ไว้แล้ว คาดว่าไม่น่าจะมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น เนื่องจากที่ประชุมสภาได้ยกเลิกวาระการประชุมแก้ไขรัฐธรรมนูญออกไป
รอดูสถานการณ์เป็นรายวัน
ด้าน พล.ต.ท.วัชรพล ประสานราชกิจ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ขณะนี้ไม่ได้รับรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต้องสอบถาม พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผบช.น. ซึ่งมีการประชุมวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์เกี่ยวกับการปฏิบัติตามแผนกรกฏ 48 ซึ่ง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ได้กำชับเจ้าหน้าที่ให้หลีกเลี่ยงการเข้าปะทะกับกลุ่มผู้ชุมนุม และให้พยายามเจรจาต่อรองเพื่อไม่ให้สถานการณ์รุนแรง ซึ่ง พล.ต.ท.สุชาติ ในฐานะ ผบ.เหตุการณ์ได้มีการจัดแผนและเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่เข้ามาดูแลความสงบ เรียบร้อย โดยขณะนี้ใช้ กำลังของ บช.น.เป็นหลัก หากมีสถานการณ์รุนแรงจะมีการเสริมกำลังตำรวจหน่วยอื่นเข้ามาร่วมกับฝ่ายทหาร โดยเน้นการจัดตั้งจุดตรวจจุดสกัดในพื้นที่บริเวณทำเนียบรัฐบาล ตอนนี้ได้ประสานกำลัง สห.เข้ามาตรวจร่วมเพิ่มความเข้มข้นในพื้นที่ข้างเคียง
ปิดจุดบอดลดโอกาสพวกรอซ้ำ
พล. ต.ท.วัชรพลกล่าวว่า ขณะนี้ พล.ต.อ.พัชรวาท ได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร. ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุที่มีการยิงระเบิดเข้ามาบริเวณเวทีผู้ชุมนุมกลุ่ม พันธมิตรฯ เพื่อวิเคราะห์จุดไหนเป็นจุดที่ล่อแหลม ที่มีคนไม่ประสงค์ดีต้องการเข้ามาสร้างสถานการณ์ เพื่อจะได้เพิ่มความเข้มในการจัดวางกำลังเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจตรวจร่วม น่าจะทำให้ลดโอกาสของกลุ่มผู้ที่ไม่ประสงค์ดีได้ สถานการณ์ขณะนี้ พล.ต.อ. พัชรวาทให้ความเป็นห่วงได้กำชับหน่วยข่าวสันติบาลและ บช.น. ระมัดระวังสถานการณ์ และกลุ่มมือที่สามฉวยโอกาสเข้ามาทำให้สถานการณ์รุนแรง โดยมอบหมายให้ พล.ต.อ.วิโรจน์ พหลเวชช์ รอง ผบ.ตร. ในฐานะคณะ กรรมการ วิเคราะห์สถานการณ์ เข้ามาประชุมร่วมกับ ผบช.น.เพื่อป้องกันสถานการณ์
เสริมอีก 5 จุดตรวจพิเศษ
ขณะ ที่ พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า บช.น.ได้จัดกำลังดูแลผู้ชุมนุมเหมือนเดิม มีการเสริมเพิ่มเติมการจัดจุดตรวจพิเศษร่วมตำรวจทหารพื้นที่รอบทำเนียบ รัฐบาล 5 จุด คือหน้าสวนสัตว์ เขาดิน ถนนราชวิถี แยกการเรือน แยกขัตติยาณี แยกพล 1 และปั๊มน้ำมัน ปตท. ติดกับ กอ.รมน. โดยมีการเสริมกำลังทหาร 3 เหล่าทัพจำนวน 20 กองร้อย และ สห.เข้ามาเสริมกำลังตำรวจในการตรวจรักษาความสงบเรียบร้อย รวมทั้งจัดกำลังไว้ในที่ตั้ง คิดว่าการจัดกำลังทหารตำรวจเข้มข้น จะทำให้โอกาสคนร้ายถือโอกาสสร้างสถานการณ์ ลดลง ขณะนี้เจ้าหน้าที่ทหารตำรวจทุกฝ่ายทำงานเต็มที่ เชื่อว่าพี่น้องประชาชนต้องเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร และต้องช่วยกันแจ้งเบาะแสที่เป็นข้อมูลในการจับกุมคนร้ายไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด มาดำเนินคดี เพื่อทำให้เหตุการณ์ คลี่คลายลง สำหรับคดีระเบิดที่คนร้ายยิงเข้าไปที่กลุ่มพันธมิตรฯ คดียังไม่คืบหน้า คิดว่าจะต้องได้ความชัดเจน โดยขณะนี้ พล.ต.อ.จงรักษ์ จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร. เข้าไปดูแลคดีนี้ด้วยตัวเอง
ภาพจากกล้องเห็นแต่ประกายไฟ

ต่อ มาเวลา 14.00 น. พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร. เรียกประชุมนายตำรวจระดับ ผบก.ที่เกี่ยวข้องกับเหตุคนร้ายยิงระเบิดเอ็ม 79 เข้าใส่กลุ่มพันธมิตรฯ ใช้เวลาประชุมประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้น พล.ต.อ.จงรัก กล่าวว่า จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิด เห็นเป็นประกายไฟ แต่ระบุไม่ได้ว่าคนร้ายยิงจากจุดใด ขณะนี้กำชับให้ พนักงานสอบสวนติดตามพยานมาสอบปากคำให้ได้มากที่สุด เบื้องต้นพยานยืนยันว่าเป็นปืนชนิดเอ็ม 79 ซึ่งแม้จะเป็นอาวุธสงครามใช้เฉพาะในส่วนราชการ แต่ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่เคยจับกุมผู้ครอบครองปืนชนิดนี้ได้บ่อยครั้ง จึงไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นฝีมือของฝ่ายใด ส่วนข้อสงสัยที่ว่า พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล มีส่วนกับเหตุการณ์ ครั้งนี้หรือไม่ พนักงานสอบสวนประสานงานกับ พล.ต. ขัตติยะแล้ว ยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องจุดยิงห่างแยก 150 เมตร
ต่อ มาเวลา 15.30 น. พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.ต.อนันต์ ศรีหิรัญ ผบก.น. 1 เดินทางไปตรวจจุดเกิดเหตุด้านหลัง บช.น. ใกล้กับแยกสวนมิสกวัน คาดว่าคนร้ายน่าจะยิงปืนบริเวณใกล้รั้ว บช.น. ริมฟุตปาทใต้ต้นมะขามห่างจากแยกประมาณ 150 เมตร ซึ่งเป็นจุดที่เหมาะสมลับตาคน เมื่อยิงเสร็จแล้วก็วิ่งไปขึ้นรถ จยย.หลบหนีไป ขณะเดียวกัน กลุ่มพันธมิตรฯนำยางรถยนต์มาวางกั้นถนนพิษณุโลก ใกล้แยกสวนมิสกวัน เพื่อความปลอดภัย
มทภ.1 จัดกำลังรับมือ
ส่วน ความเคลื่อนไหวของทหารนั้น ในวันเดียวกัน พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการลับ ลวง พราง ทางสถานีวิทยุเอฟเอ็ม 100.5 ถึงการรักษาความปลอดภัยในวันที่ 23 พ.ย.นี้ ที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะมีการชุมนุมใหญ่ว่า การดูแลจะเป็นไปตามลำดับขั้นตอน โดยทั่วไปใช้สารวัตรทหาร 3 เหล่าช่วยดูแล หากสถานการณ์พัฒนาไปจะมีแผนรองรับไปเรื่อยๆ แต่รายละเอียดบอกไม่ได้ ทั้งนี้จะมีการเพิ่มจุดตรวจเพื่อให้เกิดความปลอดภัย รวมถึงดูแลเรื่องการเคลื่อนย้ายอาวุธว่ามีการเคลื่อนย้ายโดยผิดกฎหมายหรือ ไม่ ส่วนการใช้กองร้อยรักษาความสงบนั้น จะใช้ต่อเมื่อผู้ชุมนุมทั้งสองส่วนมีการเคลื่อนกำลัง หากไม่มีเคลื่อนเข้าหากันก็จะไม่มีการใช้ ภารกิจของเราคือการป้องกันไม่ให้ประชาชนปะทะกัน ส่วนวันที่ 22-23 พ.ย.นี้ เป็นการซ้อมสวนสนามของทหารรักษาพระองค์ ซึ่งในช่วงบ่ายวันที่ 23 พ.ย. จะเป็นการซ้อมใหญ่ของทหาร 12 กองร้อย เราจะต้องปิดลานพระบรมรูปทรงม้า ฝั่งสวนอัมพร เพื่อสร้างพลับพลาที่ประทับให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด หากกลุ่มพันธมิตรฯจะเคลื่อนพลก็ยังมีพื้นที่อีกครึ่งหนึ่ง
ประสานตำรวจหาข่าวระเบิด
ต่อ ข้อถามว่า ยืนยันได้หรือไม่ว่าทหารออกมาเพื่อหยุดการปะทะของประชาชน ไม่ใช่ออกมาเพื่อยึดอำนาจ พล.ท.คณิตกล่าวว่า ทหารอยู่ใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ต้องปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่คำสั่งที่ได้รับมอบหมาย ความเป็นทหารอาชีพต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เมื่อถามว่า รู้สึกอย่างไรที่ความวุ่นวายอยู่หน้าพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 พล.ท.คณิตกล่าวว่า เหมือนกับประชาชนที่รู้สึกไม่สบายใจ ห่วงใย กังวล ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็ตาม โดยเฉพาะการใช้อาวุธที่ทำให้เกิดความสูญเสียต่อผู้บริสุทธิ์ ซึ่งไม่ใช่วิถีของประชาธิปไตยและไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง ส่วนเรื่องระเบิดขณะนี้เรากำลังประสานอยู่กับตำรวจ เมื่อถามว่า รู้สึกอย่างไรที่มีกลุ่มพันธมิตรฯนำชื่อของท่านและ ผบ.ทบ.ไปพูดบนเวที พล.ท.คณิตกล่าวว่า ไม่รู้สึกอย่างไร และทหารไม่ใช่อันธพาล
คาด พธม.ระดม 2 หมื่นคนเข้ากรุง
ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 22 พ.ย. ตั้งแต่เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป กำลังจากกรมสารวัตรทหารบก 17 กองร้อย จากกองทัพเรือ 2 กองร้อย และกองทัพอากาศ 2 กองร้อย จะร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งจุดตรวจและจุดสกัดร่วมกันบริเวณรอบรัฐสภา รอบเขตพระราชฐาน ทำเนียบรัฐบาล เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ส่วนกำลังที่เหลือจะเตรียมพร้อมภายในหน่วยคือ กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.1รอ.) กองพันทหารม้าที่ 4 (ม.พัน 4) มณฑลทหารบกที่ 11 (มทบ.11) และกองทัพภาคที่ 1 โดยพร้อมจะเคลื่อนที่ออกปฏิบัติการได้หากเกิดเหตุการณ์ปะทะรุนแรงภายใน 15 นาที ทั้งนี้ในการประชุมคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ร่วม (คตร.) มีหลายหน่วยงานประเมินถึงการเดินทางเข้ามาร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯที่ กรุงเทพฯ จากการรายงานของหน่วยงานด้านการข่าวเบื้องต้น คาดว่าจะมีคนจากต่างจังหวัดเดินทางมาร่วมชุมนุมประมาณ 2 หมื่นคน ในที่ประชุมประเมินว่าไม่น่าจะมีความรุนแรงอะไร
กอ.รมน.แจงขั้นตอนเคลื่อนกำลัง
พ. อ.ธนาธิป สว่างแสง โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมในการรักษาความสงบเรียบร้อยในวันที่ 23 พ.ย. นี้ ว่า กอ.รมน.จะจัดเตรียมข้อมูลนำเสนอให้กับรัฐบาล ซึ่งจะประสานงานด้านการข่าวร่วมกับหน่วยงานที่รับผิดชอบคือ กองบัญชาการตำรวจนครบาล และกรุงเทพมหานคร ส่วนที่หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใด กอ.รมน.ไม่ออกมาแก้ปัญหาความไม่สงบที่ผ่านมานั้น ขอเรียนว่าเราจะต้องมีการประเมินสถานการณ์ถึงเหตุการณ์ความรุนแรงให้กับ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) รับทราบ จากนั้น สมช.จะนำข้อมูลข่าวสารที่ประเมินส่งให้กับ ครม.เพื่อให้ความเห็นชอบว่า จะต้องมีการประกาศพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อยหรือไม่ หากเห็นชอบนายกฯจะเป็นผู้ประกาศ จากนั้น ครม.จะมอบหมายให้หน่วยงานของรัฐหรือ กอ.รมน. เข้าไปดูแลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กอ.รมน.ไม่สามารถที่จัดกำลังออกไปแก้ปัญหาได้โดยลำพัง เพราะไม่มีกฎหมายรองรับ ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย และจะต้องผ่านความเห็นชอบ ครม.
เสธ.แดง โวพวกไร้สังกัดเล่นของ
ด้าน พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์ระเบิดเวทีกลุ่มพันธมิตรฯเมื่อเช้ามืดวันที่ 22 พ.ย. ว่า ไม่ทราบ และไม่เกี่ยวกับระเบิด ตนเป็นทหารนักรบและเพียงแค่แจ้งเตือน แต่กลับถูกด่า อย่างไรก็ตาม ต้องขอบคุณกองกำลังไม่ทราบฝ่ายที่กำลังทำให้ชาติบ้านเมือง ขณะนี้มีการรับทอดกฐินลูกระเบิดตามค่ายทหารต่างๆ ตอนนี้ระหว่างกองกำลังไม่ทราบฝ่าย กับกลุ่มซามูไรไร้สังกัด และกลุ่ม 47 โรนิน กำลังแข่งกันทำยอดผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต กองกำลังไม่ทราบฝ่ายมีมากถึง 100 กลุ่มแล้ว ทั้งยังเล่นของและมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทุกครั้งเขาเอาระเบิดใส่พานและกราบขอลูกระเบิดลงตรงผู้กระทำความผิด อย่าให้โดนผู้บริสุทธิ์ เขามีทั้งสายลับและผู้ตรวจการหน้าอยู่ ข้างในคอยดูว่ามีเด็กผู้หญิงอยู่หรือไม่ จึงจะยิงลูกระเบิด
ย้ำ 23 พ.ย. มีตายเยอะ
“ขอ แจ้งเตือนว่า วันที่ 23 พ.ย. ตายเยอะ และจะมีการลำเลียงมาจากทั้งภาคเหนือและภาคอีสาน เพราะมีคนรัก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำนวนมาก เหมือนกับสาวกของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่เป็นความคลั่ง และวันที่ 23 พ.ย. ถ้าเดินออกมาจากทำเนียบฯแล้วโดนเขายิงใส่จะตายเป็นร้อย และขอให้กลุ่มพันธมิตรฯ ออกไปก่อนวันที่ 5 ธ.ค. เพื่อให้รัฐบาลจัดงานสโมสรสันนิบาต ที่ผ่านมาเขาเตือนแล้วเตือนอีก และขณะนี้เขาพยายามทำยอดแข่งกัน” พล.ต.ขัตติยะกล่าว
ไม่เซ็นรับความผิดวินัย
พล. ต.ขัตติยะยังกล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนวินัยอาญาทหารสรุปว่า พล.ต.ขัตติยะผิดทั้งวินัยและอาญา โดยให้ไปเซ็นรับทราบคำสั่งในสัปดาห์หน้าว่า จะยังไม่เซ็นรับทราบคำสั่ง วันที่ 24 พ.ย. นี้ จะชี้แจงไปยัง ผบ.ทบ. และจะร้องท่านว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะเทป พยาน ฝ่ายแก้ต่างก็ไม่มี มีแต่เพียงใบปะหน้าเท่านั้น ตนไม่เคยวิจารณ์ผู้บังคับบัญชา แต่สู้เพื่อผบ.ทบ. เพราะ ผบ.ทบ.ถูกด่าบนเวทีพันธมิตรฯทุกวัน ตนหวังดี แต่ผลสอบกลายเป็นผิด และสำหรับนายพลทำได้เต็มที่แค่ว่ากล่าวตักเตือน ไม่มีโทษทางวินัย ส่วนอาญาทหารคือต้องให้ร้ายผู้บังคับบัญชาในสนามรบ “ไม่มีใครปลดผมได้ และไม่มีสิทธิ์กักขังผมได้ ถ้าทำได้แสดงว่านักเลง เขาเป็นใครมาขังผม แต่ถ้าเป็นผู้บังคับบัญชาต้องสั่งการผม เช่น ห้ามผมให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับกองทัพและผู้บังคับบัญชา การไปฟังข่าว 10 บาท และข่าววิทยุแล้วมาแกล้งปลดผมโดยอาจจะมีคำสั่งลงมาจาก 4 ขันที ซึ่งดูแลรัฐอิสระอยู่ และทำให้ศาลเพี้ยนไปหมด หากแกล้งผมอย่างนี้ ต้องรบกัน” พล.ต.ขัตติยะกล่าว
ชัย ย้ำไม่ย้ายที่ประชุมสภา
ใน วันเดียวกัน นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการติดตามสถานการณ์ร่วม ซึ่งมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. เป็นประธาน เสนอให้ย้ายสถานที่ประชุมหรือเลื่อนวันประชุมรัฐสภาวันที่ 24 พ.ย. ออกไปว่า จะมีการประชุมรัฐสภาตามปกติ ส่วนการชุมนุมเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯนั้น ก็ขอให้เป็นเรื่องของพันธมิตรฯ อย่างไรก็ตาม หากเกิดสถานการณ์ ฉุกเฉินก็จะพิจารณาเป็นกรณีไป
ยังคงวาระฯญัตติแก้ไข รธน.
ขณะ ที่นายพิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ยังไม่มีคำสั่งอะไรเปลี่ยนแปลง จะมีการประชุมร่วมของรัฐสภาตามปกติในวันที่ 24 พ.ย. เวลา 09.30 น.ยกเว้นองค์ประชุมไม่ครบจึงจะเลื่อนประชุมออกไป ผู้สื่อข่าวถามว่ามีสถานที่สำรองไว้บ้างหรือยัง นายพิทูรตอบว่า จะให้ไปที่ไหน ย้ายแล้วเขาจะไม่ตามไปหรือ เมื่อถามว่าจริงหรือไม่ที่มีการดึงวาระการพิจารณาญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ คปพร.เสนอออกจากระเบียบวาระ นายพิทูรตอบว่า ดึงไม่ได้ เพราะเรื่องบรรจุไว้ในระเบียบวาระ ยกเว้นที่ประชุมรัฐสภาจะเห็นตรงกันให้หยิบเรื่องอื่นคือกรอบการเจรจาการค้า ขึ้นมาพิจารณา ก็สามารถค้างญัตติดังกล่าวไว้ในระเบียบวาระได้ แต่ประธานรัฐสภาไม่มีอำนาจถอนญัตติออกจากระเบียบวาระ เข้าใจว่าน่าจะเป็นข้อสรุปของพรรคร่วมรัฐบาลที่จะไม่มีการพิจารณาญัตติแก้ไข รัฐธรรมนูญเท่านั้น
กฟน.ช่วยติดตั้งเครื่องปั่นไฟสำรอง
ผู้ สื่อข่าวถามถึงมาตรการในการรักษาความปลอดภัยบริเวณรัฐสภาในช่วงนี้ นายพิทูรตอบว่า ได้รับรายงานว่าอยู่ในสถานการณ์ปกติ เพราะแต่ละฝ่ายรู้หน้าที่ของตัวเอง ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและข้าราชการสภา
ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศที่บริเวณรัฐสภาในวันที่ 22 พ.ย. เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยยังดูแลพื้นที่โดยรอบตามปกติ และไม่มีกำลังเสริมจากตำรวจทหารแต่อย่างใด มีเพียงเจ้าหน้าที่จากการไฟฟ้านครหลวงที่นำเครื่องปั่นไฟสำรองมาเตรียมไว้ หากถูกตัดไฟด้วย
นายกฯจี้ตำรวจตามจับมือระเบิด
วัน เดียวกัน นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ซึ่งอยู่ระหว่างเข้าร่วมประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 16 ระหว่างวันที่ 22-23 พ.ย. ณ กรุงลิมา สาธารณรัฐเปรู ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า ได้ทราบรายงานจากเจ้าหน้าที่แล้วว่าเกิดเหตุระเบิดที่แยกมิสกวัน บริเวณการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อเวลา 02.00 น. ตามเวลาในประเทศไทย เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเร่งติดตามหาตัวผู้ก่อเหตุโดยเร็ว และเชื่อว่าการสอบสวนเหตุระเบิดครั้งนี้น่าจะสะดวกขึ้น เพราะเกิดบริเวณ 4 แยก ตำรวจสามารถเข้าไปตรวจสอบได้ ไม่เหมือนเหตุระเบิดครั้งที่ผ่านมาที่ระเบิดภายในทำเนียบรัฐบาล ไม่สามารถเข้าไปที่เกิดเหตุได้โดยเร็ว อยากให้ทุกฝ่ายรอผลการสอบสวนจากตำรวจก่อนที่จะสรุปว่าใครเป็นผู้กระทำ ขอย้ำว่าตนไม่ปรารถนาที่จะให้มีเหตุรุนแรงเช่นนี้ และไม่ต้องการให้เกิดความวุ่นวายในประเทศ นี่เป็นเรื่องของคนร้าย ตำรวจต้องติดตามจับกุม อยากขอร้องว่าเรื่องที่จะทำให้เกิดความรุนแรง ใครที่กระทำควรยุติได้แล้ว
ดักคอทหารอย่าออกจากที่ตั้ง
ผู้ สื่อข่าวถามว่า เหตุระเบิดเกิดขึ้นหลายครั้ง มีคนต้องการให้ทหารต้องออกมาใช้กำลังเพื่อควบคุมสถานการณ์ ใช่หรือไม่ นายสมชายตอบว่า ทหารได้พูดไปแล้วว่าไม่ เกี่ยวข้องอะไร และตนก็ไม่คิดว่าเหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้นจะนำไปสู่ปัจจัยที่ทหารต้องมา ควบคุมสถานการณ์บ้านเมือง มันเป็นเรื่องการฆาตกรรมกันธรรมดา อยากให้จับคนร้ายให้ได้ จะได้รู้ว่าใครเป็นใคร ความจริงจะได้กระจ่าง
ยังไม่ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
เมื่อ ถามว่า หากสถานการณ์ในประเทศรุนแรงจนไม่สามารถควบคุมได้ จะประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือไม่ นายกฯตอบว่า ลักลอบขว้างระเบิดกัน ไม่ใช่ว่าจะเกิดความวุ่นวายจนต้องใช้ พ.ร.ก. ดังกล่าว สถานการณ์ขณะนี้คงไม่ถึงกับควบคุมไม่ได้ แต่เป็นเรื่องที่น่าเสียใจที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต เมื่อถามว่าเหตุระเบิดที่เกิดขึ้น เป็นเพราะมีคนต้องการที่จะให้เกิดการเผชิญหน้ากันระหว่างการชุมนุมของกลุ่ม นปช.กับกลุ่มพันธมิตรฯหรือไม่ นายสมชายตอบว่า ไม่คิดว่าจะมีเหตุที่กลุ่มคน 2 กลุ่มจะเผชิญหน้ากัน เพราะการชุมนุมอยู่ห่างกัน ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี
ต่างชาติงงปล่อยผู้ชุมนุมยึดทำเนียบฯ

นาย สมชายยังได้แสดงความเป็นห่วงสถานการณ์ ทางการเมืองในประเทศในช่วงนี้ โดยเฉพาะกรณีกลุ่มพันธมิตรฯ จะชุมนุมปิดล้อมรัฐสภา ขัดขวางการประชุมร่วมรัฐสภาที่จะมีการพิจารณากฎหมายสำคัญที่รัฐสภาต้องให้ ความเห็นชอบจำนวน 24 ฉบับ เนื่องจากรัฐบาลต้องลงนามร่วมกับประเทศในกลุ่มอาเซียน ในช่วงการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 14 ในเดือน ธ.ค.นี้ นอกจากนี้ นายกฯยังระบุว่าหลายประเทศ อาทิ สิงคโปร์ ได้แสดงความแปลกใจต่อกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯบุกรุกสถานที่ราชการสำคัญ แต่ไม่มีการดำเนินการกับผู้ที่ทำการบุกรุก โดยเฉพาะทำเนียบรัฐบาลเป็นศูนย์กลางการบริหารราชการของรัฐบาล “หากบุคคลกระทำการที่ไม่เคารพและอยู่ภายใต้กฎหมาย ก็จะทำให้ประเทศชาติประสบความยากลำบาก ในฐานะนายกรัฐมนตรีจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด และพยายามทำทุกอย่างให้เป็นไปตามกฎหมาย” นายสมชายกล่าวชวรัตน์ วอน พธม.เปิดทางเข้าสภา
ด้าน นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะรักษาราชการแทนนายกฯ กล่าวเพิ่มเติมถึงการประชุมรัฐสภาวันที่ 24 พ.ย. จะเลื่อนการประชุมออกไปหรือไม่ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของประธานรัฐสภา ยืนยันว่า การประชุมรัฐสภาไม่มีวาระการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว ขอให้กลุ่มพันธมิตรฯให้ความสะดวกในการเข้าประชุม เพราะมีกฎหมายหลายฉบับต้องผ่านการพิจารณา โดยเฉพาะกฎหมายสนธิสัญญาระหว่างประเทศ เพราะถ้ากฎหมายไม่ผ่าน รัฐบาลก็ไม่สามารถจัดการประชุมอาเซียนซัมมิตได้หวังว่าคนไทยทุกคนจะมีความ สมานฉันท์ เห็นแก่ ประเทศชาติและพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อย่าทำให้ เกิดความรุนแรงขึ้น
จาตุรนต์” แนะย้ายที่ประชุมรัฐสภา
ต่อ มาในช่วงบ่ายวันเดียวกัน ที่โรงแรมเรดิสัน นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย แถลงกรณีการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มพันธมิตรฯ ในวันที่ 23 พ.ย. ที่รัฐสภา เพื่อคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า คาดว่าในวันที่ 23-24 พ.ย. เหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯจะนำไปสู่ความรุนแรงได้ง่าย ดังนั้นเพื่อไม่ให้นำไปสู่ความรุนแรง และเป็นข้ออ้างให้เกิดการรัฐประหารตามมา จึงขอเสนอแนวทางป้องกัน 4 ข้อได้แก่ 1. ขอให้ย้ายสถานที่ประชุมรัฐสภาเป็นที่อื่น เช่นสโมสรกองทัพบก ถนนวิภาวดีรังสิต หรือหากมีความจำเป็นก็ต้องเลื่อนการประชุมรัฐสภาออกไป เพราะมั่นใจว่ากลุ่มพันธมิตรฯจะมาปิดล้อมรัฐสภาแน่ หากกลุ่มพันธมิตรฯ บุกเข้าไปในบริเวณรัฐสภาได้ อาจเกิดการปะทะกันรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ 2. ขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจหามาตรการคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนที่ชุมนุมอยู่ ในทำเนียบรัฐบาล ไม่ให้เกิดการเสียชีวิตและบาดเจ็บอย่างต่อเนื่องเหมือนสถานการณ์ในปัจจุบัน
ชี้ พธม.หวังจุดชนวนปฏิวัติ
นายจาตุรนต์กล่าวว่า 3. การเคลื่อนไหวของกลุ่มต่อต้านพันธมิตรฯ หรือกลุ่มเสื้อแดง ขอให้ยึดมั่นในสันติวิธีอย่างเคร่งครัด และการชุมนุมต้องมีความชัดเจนว่าไม่เป็นการเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อบุคคลใด บุคคลหนึ่ง ซึ่งจะนำไปสู่การเผชิญหน้าในสังคม 4. ขอให้ประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ควรไปใกล้บริเวณรัฐสภา เพื่อปกป้องรัฐสภา ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกัน จนนำไปสู่ ความรุนแรง หากปล่อยให้กลุ่มพันธมิตรฯบ้าระห่ำฝ่ายเดียว จะทำให้สังคมเห็นว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯไม่ชอบธรรม เชื่อว่าการเคลื่อนไหวในวันที่ 23-24 พ.ย. กลุ่มพันธมิตรฯต้องการให้มีความรุนแรงมากกว่าเหตุการณ์วันที่ 7 ต.ค. เพราะบอกให้ผู้ชุมนุมนำอาวุธติดตัวมาด้วย จึงต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดเหตุรุนแรง หากยังดันทุรังให้มีการประชุมที่รัฐสภา จะเกิดการนองเลือดแน่ จนกลายเป็นข้ออ้างให้มีการยึดอำนาจในที่สุด
ปูดข่าว พธม.จะเผาทำเนียบฯ
ขณะ ที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯจะเคลื่อนไปปักหลักชุมนุมบริเวณรัฐสภา ว่า ทราบข้อมูลมาว่าการที่พันธมิตรฯจะมาชุมนุมใหญ่ที่หน้ารัฐสภา เป็นแผนการที่ต้องการให้เกิดความรุนแรง เพื่อให้ทหารออกมาปฏิวัติ อีกทั้งได้ข่าวมาว่า ที่ผ่านมาพันธมิตรฯ เข้าไปปล้นในอาคารทำเนียบฯ คาดว่าจะทำการเผาทำเนียบภายใน 2-3 วัน เพื่อทำลายหลักฐานเพื่อเปลี่ยนรัง จึงเปลี่ยนแผนเคลื่อนมาบุกปิดรัฐสภา ต้องการหารังใหม่ ผู้สื่อข่าวถามว่ากลุ่มเสื้อแดงจะมีการรวมพลังเพื่อเคลื่อน ไหวด้วยหรือไม่ นายจตุพรตอบว่า คงไม่มีการเคลื่อนขบวนไปไหน จะมีการชุมนุมอย่างสงบที่วัดสวนแก้วในวันที่ 23 พ.ย. เมื่อถึงเวลา 17.00 น. จะสลายตัวกลับ ที่ผ่านมาได้ประกาศกับคนเสื้อแดงว่าห้ามออกมาปะทะกับกลุ่มพันธมิตรฯเด็ดขาด เราจะปล่อยให้พันธมิตรฯ แสดงธาตุแท้ออกมาอย่างเต็มที่ เพียงแต่ขอเตือนว่าประเทศไทยจะล่มสลายเหมือนในเครือแมเนเจอร์ไม่ได้ เพราะหากพันธมิตรฯยั่วยุความรุนแรง จนทหารออกมาทำปฏิวัติรัฐประหาร พวกเสื้อแดงจะออกมากันเต็มท้องสนามหลวงอย่างแน่นอน
ปชป.แนะรัฐบาลเจรจาพันธมิตรฯ
นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวกรณีที่นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา ยืนยันจะเดินหน้าประชุมร่วมรัฐสภาในวันที่ 24 พ.ย. แม้กลุ่มพันธมิตรฯขู่จะชุมนุมปิดล้อมรัฐสภาว่า อยากให้รัฐบาลและประธานรัฐสภามีความจริงจังในการทำความเข้าใจกับกลุ่ม พันธมิตรฯ ด้วยการยืนยันกับสังคมอย่างแน่วแน่ว่าจะไม่มีวาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญในการ ประชุมตลอดสัปดาห์หน้า ส่วนกลุ่มพันธมิตรฯจะดำเนินการอย่างไรนั้น ตนไม่ทราบ พรรคประชาธิปัตย์ต้องการให้รัฐสภาพิจารณาเรื่องกรอบข้อตกลงอาเซียนให้เสร็จ สิ้น เพราะเป็นเรื่องสำคัญที่จะส่ง ผลกระทบต่อประเทศ
บี้ประกาศไม่ลักไก่แก้รัฐธรรมนูญ
นาย อภิสิทธิ์กล่าวว่า ประธานรัฐสภาและรัฐบาลอย่าพูดกับพันธมิตรฯ ผ่านสื่อ แต่ควรเข้าไปเจรจายืนยันด้วยตัวเอง เดิมเข้าใจว่าเงื่อนไขของการชุมนุมคือเรื่อง การแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ล่าสุดไม่ทราบว่าตอนนี้เป็นปัญหาเงื่อนไขอะไร อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่ารัฐบาลควรมีความชัดเจนในส่วนของรัฐบาล อย่าไปยึดติดเรื่องสถานที่ประชุม รวมทั้งต้องป้องกันไม่ให้เกิดเหตุรุนแรงขึ้นอีก แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่เห็นความพยายามของรัฐบาลที่จะยืนยันเจตนาว่าจะไม่นำ เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาพิจารณา ต้องยอมรับว่าประธานรัฐสภาไม่มีอำนาจจะสั่งเลื่อนเรื่องใดออกไป หากเสียงข้างมากมีมติเป็นอย่างอื่น ซึ่งผู้ควบคุมเสียงข้างมากอยู่ในขณะนี้ก็คือรัฐบาล
นักวิชาการเตือนอย่าเพิ่งแก้ รธน.
ใน ส่วนของนักวิชาการ ก็มีการแสดงความคิดเห็นถึงสถานการณ์ในขณะนี้ โดยนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงกรณีที่กองทัพเสนอให้ย้ายสถานที่ประชุมรัฐสภาว่า เป็นแนวทางดีในการหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า เพราะเรามีประสบการณ์จากเหตุการณ์ 7 ต.ค. ที่ผ่านมาแล้ว หาก การประชุมรัฐสภาวันที่ 24 พ.ย. ไม่มีเรื่องการนำเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายนิรโทษกรรมขึ้นมาพิจารณา ก็ไม่น่าจะมีเหตุผลที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนฯจะเข้าบุกยึดรัฐสภา จึงอยากเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงสิ่งที่อาจทำให้เกิดเหตุรุนแรงขึ้น
แนะรัฐบาลใช้ พ.ร.บ.มั่นคง
ส่วน นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัย นิด้า และอดีตสมาชิก สนช. กล่าวถึงกรณีกลุ่มพันธมิตรฯ ประกาศระดมพลชุมนุมใหญ่ปิดล้อมรัฐสภาในวันที่ 23 พ.ย. นี้ ว่า สถานการณ์ขณะนี้ล่อแหลมต่อการปะทะ เพราะกลุ่ม นปช.ก็ประกาศพร้อมจะชุมนุมเช่นกัน ทั้ง 2 กลุ่มมีเป้าหมายทางการเมืองแตกต่างกันชัดเจน มีโอกาสสูงที่จะเกิดความรุนแรงและมีการบาดเจ็บล้มตายอีก เราเคยมีบทเรียนกับเหตุการณ์เมื่อวันที่ 7 ต.ค. มาแล้ว และเวลานี้คนในชาติมุ่งทำลายล้างกันเหมือนอริศัตรู ดังนั้นขอเรียกร้องให้รัฐบาลโดยเฉพาะตำรวจและทหารเร่งหาทางป้องกันเหตุ รุนแรง อย่าปล่อยให้เกิดการเผชิญหน้ายั่วยุกัน โดยเฉพาะมือที่สามที่หวังจะเข้ามาสร้างความปั่นป่วน อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาตำรวจไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนอย่าง ทั่วถึง ดังนั้นถึงเวลาที่ทหารจะต้องออกมาระงับเหตุ โดยรัฐบาลจะต้องประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เพื่อให้ทหารสามารถออกมาปฏิบัติหน้าที่ได้ รัฐบาลไม่ควรรอให้เกิดเหตุปะทะขึ้นก่อนแล้วค่อยมาแก้ไขทีหลัง
5 แกนนำฯ ลั่นเอาแน่บุกรัฐสภา
สำหรับ ความเคลื่อนไหวของแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ได้แก่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายพิภพ ธงไชย นายสมศักดิ์ โกศัยสุข และนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ที่นัดหารือกันถึงสถานการณ์ขณะนี้อย่างเคร่งเครียด ที่บ้านพระอาทิตย์ และหลังใช้เวลาหารือนานกว่า 3 ชั่วโมง ทั้งห้า แกนนำฯ ได้ร่วมกันแถลงข่าวในเวลา 13.00 น. โดย พล.ต.จำลอง กล่าวว่า เป้าหมายของพันธมิตรฯยังคงเหมือนเดิม คือคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และขับไล่รัฐบาลหุ่นเชิดให้ลาออกไป เพื่อนำไปสู่การเมืองใหม่ โดยในที่ประชุมมีมติว่าจะเดินทางเคลื่อนไปที่หน้าอาคารรัฐสภา ในช่วงเช้าวันที่ 24 พ.ย. อย่างแน่นอน เพื่อป้องกันไม่ให้รัฐบาลแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 50 เนื่องจากทางรัฐสภาได้มีวาระการประชุม โดยบรรจุเรื่องด่วนที่จะมีการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งประชาชนเป็นผู้เสนอเข้าสภาฯ ยังไม่เสร็จเรียบร้อยดี และถ้าสภาฯ หยิบยกวาระนี้ขึ้นมา ก็สามารถพิจารณาได้เลย ประณามสภาฯ เป็นทาสรัฐบาล
นาย พิภพ กล่าวว่า เหตุผลอีกประการที่กลุ่มพันธมิตรฯ เคลื่อนขบวนไปที่หน้ารัฐสภา เพื่อไปทวงถามในสิ่งที่ คณะ กรรมาธิการวุฒิสภาทั้ง 3 ชุด ที่ประชุมและสรุปผลว่า นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งสลายการชุมนุมอย่างรุนแรง เมื่อวันที่ 7 ต.ค. ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก แต่ผลดังกล่าวก็ยังไม่มีผลอะไรเกิดขึ้น นอกจากนี้ ในส่วนของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ก็มีผลสรุปออกมาในทิศทางเดียวกันว่า นายสมชายมีคำสั่งให้สลายการชุมนุมอย่างรุนแรง จนทำให้มีผู้เสียชีวิต แต่ก็ไม่มีคำตอบใดๆ จากสภาและรัฐบาล จากเหตุการณ์วันที่ 7 ต.ค. เป็นต้นมา และมีเหตุใช้ความรุนแรงเป็นระยะ โดยรัฐบาลไม่มีทีท่าว่าจะป้องกันความรุนแรงใดๆ ทั้งสิ้น รวมทั้งสภาฯ ก็ไม่มีท่าทีกดดันรัฐบาลในการใช้ความรุนแรง พร้อมทั้งมีท่าทีสนับสนุนให้รัฐบาลชุดนี้ทำงานต่อไป ซึ่งการเดินทางไปรัฐสภาวันดังกล่าว เพื่อไม่ให้ รัฐสภาสามารถประชุม เพื่อสนับสนุนงานของรัฐบาล และบริหารประเทศโดยมิชอบต่อไป อีกทั้งรัฐสภายังทำตัวประหนึ่งเป็นทาสของรัฐบาลไม่มีความเป็นอิสระ ตามหลักการของประชาธิปไตย
“สนธิ” ชี้ฝีมือทหารนอกแถว
ด้าน นายสนธิ กล่าวว่า การชุมนุมวันที่ 24 พ.ย.นี้ มีความหมายมาก เพราะว่ารัฐบาลเป็นตัวการที่สร้างความแตกแยกขึ้นมา การใช้ความรุนแรงโดยใช้อาวุธสงครามที่ประชาชนไม่มีสิทธิใช้ มีแต่ทหารเท่านั้นที่ใช้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการยิงด้วยอาวุธปืนระเบิด เอ็ม 79 ซึ่งอาวุธชนิดนี้ จะอยู่ในความครอบครองของทหารเท่านั้น เหตุการณ์ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ได้มีบุคคลลึกลับยิงระเบิด เอ็ม 79 เข้ามาบริเวณสี่แยกสวนมิสกวัน ทำให้มีผู้บาดเจ็บเป็นจำนวน 7 คน โคม่า 1 คน ซึ่งการใช้อาวุธชนิดนี้บนรถจักรยานยนต์ที่เคลื่อนที่อยู่ ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญในการรบเป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้น เรื่องนี้พิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่า มีทหารนอกแถวที่อยู่ภายใต้การใช้งานของรัฐบาล เป็นผู้กระทำ เป็นการบีบให้ประชาชนที่ใช้วิธีสันติ อหิงสา ในการชุมนุมอาจจะต้องจับอาวุธขึ้นมาเพื่อป้องกันตัวเอง และเมื่อถึงวันนั้นสังคมไทยก็เกิดการนองเลือดอย่างแน่นอน เพราะรัฐบาลไม่ได้ป้องกันอะไรเลย และยังสมรู้ร่วมคิด แม้กระทั่งคนบางคนที่อยู่ในหน่วยงานรัฐบาล ก็เข้าไปมีส่วนร่วมในการทำร้ายประชาชน
จำลอง โวย ตร.ไม่ทำงาน
พล. ต.จำลอง ก็กล่าวเสริมว่า จากการตรวจพื้นที่ของ พล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ พบว่ามีแนวยิงมาจากบริเวณมุมของกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) แทบทั้งสิ้น และระเบิดที่ยิงมาเป็นชนิด เอ็ม 79 ทั้งหมด ห่างจากแนวการชุมนุม ประมาณ 50 เมตร ซึ่งคนที่บาดเจ็บเกือบทั้งหมดได้ไปทำหน้าที่แจกอาหารให้กับผู้ชุมนุม สารวัตรตำรวจ ที่อยู่บริเวณรอบนอกการชุมนุม โดยแจกมาทั้งคืน ซึ่งเหตุการณ์ ดังกล่าวก็ชี้ให้เห็นชัดเจนว่าตำรวจไม่ได้ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้กับ ผู้ชุมนุมเลย ทั้งที่อยู่ในกลางกรุง ด้านนายสมเกียรติกล่าวเสริมว่า กลไกเดียวที่จะจัดการกับรัฐบาลนายสมชายได้ในขณะนี้ เหลือเพียงกลไกจากภาคประชาชนเท่านั้น จึงขอเรียกร้องประชาชนทั่วประเทศให้ออกมาร่วมชุมนุมกันให้มากที่สุด เพราะเป็นวิธีการเดียวที่จะหยุดยั้งอำนาจของรัฐบาลชุดนี้นั่นคือสิ่งที่ พล.ต.จำลอง กล่าวคือม้วนเดียวจบ
ยังไม่ชัดใครจะนำผู้ชุมนุมไป
ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่กลุ่มแกนนำพันธมิตรฯ ทั้งห้ากล่าวแถลงข่าวจบ ผู้สื่อข่าวได้พยายามถามถึงวิธีการเคลื่อนขบวนไปยังรัฐสภา ในวันที่ 24 พ.ย. แต่ทางกลุ่มแกนนำฯ ทั้งห้าปฏิเสธที่จะตอบคำถาม แต่เมื่อถูกถามรุกหนักเข้า พล.ต.จำลอง หนึ่งในห้าแกนนำฯต้องหันมาตอบคำถามผู้สื่อข่าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดย พล.ต.จำลอง กล่าวว่า ขอตอบแค่คำถามเดียวเท่านั้น ซึ่งผู้สื่อข่าวถามว่า ทางประธานรัฐสภายืนยันว่า การประชุมวันที่ 24 พ.ย. จะไม่มีการพิจารณาเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คิดว่าอย่างไร พล.ต.จำลองตอบว่า ถึงแม้ว่าจะไม่มีการบรรจุ แต่ก็ไม่มีใครยืนยันว่าจะไม่มีการยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการประชาชน เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือ คปพร. ที่มีการบรรจุไว้แล้วมาพิจารณา ดังนั้น การไปปิดล้อม จึงเป็นการป้องกันไว้ก่อน ดีกว่าจะมาแก้ในภายหลัง และการที่รัฐบาลระบุว่าหากปิดล้อมรัฐสภา จะไม่สามารถพิจารณาข้อตกลงต่างๆตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ได้ โดยเฉพาะการประชุมอาเซียนอาจจะส่งผลกระทบต่อประเทศ ถือเป็นเรื่องเล็ก หากเปรียบเทียบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่รัฐบาลจะลงมือแก้ไขเพื่อประโยชน์ของ ตนเอง ต่อข้อถามอีกว่า ในวันที่ 24 พ.ย. แกนนำพันธมิตรฯ ทั้ง 9 คน จะนำกลุ่มผู้ชุมนุมเดินทางไปปิดล้อมหน้ารัฐสภาหรือไม่ พล.ต.จำลองกล่าวว่า จะมีการทยอยกันไป แต่ตนติดภารกิจต้องไปรายงานตัวที่ศาลในช่วงเวลานั้นพอดี ส่วนจะมีแกนนำฯ คนใดเดินทางไปหรือไม่นั้น ต้องมีการประชุมกันอีกครั้ง
พ่อเหยื่อบึมเผยลูกอาการทรุด
สำหรับ อาการของผู้บาดเจ็บจากเหตุระเบิดในจุดชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่แยกมิสกวันนั้น ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากนายชุมพล เสมอภาค อายุ 44 ปี อยู่บ้านเลขที่ 120/3 ถนนดำรงรักษ์ แขวงและเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ที่เดินทางมาพร้อมญาติๆ เข้าเยี่ยมดูอาการนายยุทธพงษ์ เสมอภาค อายุ 22 ปี บุตรชายที่ห้องศัลยกรรมชายหญิง ชั้น 5 อาคาร 1 รพ. รามาธิบดี โดยระบุว่าได้รับแจ้งจากหมอว่าอาการนายยุทธพงษ์ไม่ดีขึ้น มีแต่ทรุดลง เนื่องจากก้านสมองถูกทำลาย เพราะสะเก็ดระเบิดเจาะท้ายทอยเข้าไปตุงอยู่ที่คิ้วซ้าย ตอนนี้เท่ากับบุตรชายตายไปแล้ว ที่ยังอยู่ได้เพราะใช้เครื่องช่วยหายใจ ระหว่างนี้ยังรอการกลับมาของนางยุพา เสมอภาพ ภรรยาที่ไปเปิดสปาอยู่ที่เยอรมัน เดินทางกลับมาดูใจบุตรชาย จากนั้นคงให้หมอเลิกใช้เครื่องช่วยหายใจ สำหรับตนมีอาชีพรับซื้อของเก่า มีนายยุทธพงษ์ บุตรชายคนเดียวคอยช่วยเหลือ นายยุทธพงษ์ชอบเรื่องการเมือง หลังจากไปออกกำลังกายเสร็จจะไปอยู่กับกลุ่มพันธมิตรฯทุกวัน ไปช่วยเหลือนำอาหารกล่องไปแจกให้ สารวัตรทหารที่ไปดูแลอยู่แถวกลุ่มม็อบ กลับถึงบ้านประมาณเที่ยงคืนทุกวัน แต่เมื่อคืนทราบว่านั่งคุยกับเพื่อนเพลินจนถึงตีสองกว่า เลยโดนระเบิด
หมอรามาฯแจงอาการคนเจ็บ
ขณะ เดียวกัน นพ.ธันย์ สุภัทรพันธุ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวถึงอาการบาดเจ็บของการ์ดกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ทางโรงพยาบาลรามาฯ รับตัวไว้รักษาจำนวน 8 คน ในจำนวนนี้มีบาดเจ็บสาหัส 1 คน ถูกสะเก็ดระเบิดที่สมอง มีเลือดออกในสมอง สมองถูกทำลาย จอม่านตาไม่ตอบสนองต่อแสง คิดว่าสมองคงจะตาย โดยพักอยู่ในห้องไอซียู อยู่ด้วยเครื่องช่วยหายใจ แต่ความดันยังดีอยู่ อีก 2 คน คนแรกมีแผลที่นิ้วมือ แพทย์ทำการรักษาเรียบร้อยแล้ว และยังให้พักรักษาตัวที่โรงพยาบาลก่อน ส่วนคนที่สองมีแผลถูกสะเก็ดระเบิดตามตัว อาการปลอดภัย แพทย์อนุญาตให้กลับไปพักรักษาตัวบ้านภายในวันนี้ ส่วนอีก 5 คนที่เหลือมีแผลจากสะเก็ดระเบิดเล็กน้อย แพทย์อนุญาตให้กลับบ้านไปแล้ว
อย่าง ไรก็ดี ทาง รพ.รามาฯได้แจ้งข่าวในเวลาต่อมาถึงอาการของผู้บาดเจ็บสาหัส ถูกสะเก็ดระเบิดบริเวณก้านสมอง ว่ามีผู้สอบถามด้วยความห่วงใยจำนวนมากว่าผู้ป่วยเสียชีวิตแล้วหรือไม่ ขอแจ้งว่า ขณะนี้ผู้ป่วยยังไม่เสียชีวิต แต่ต้องการการดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด โดยใช้เครื่องช่วยหายใจ และใช้ยาเพื่อพยุงความดันโลหิต
สธ.สั่งระดมทีมหมอรับมือม็อบ
ด้าน นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขได้มอบหมายให้ศูนย์นเรนทรประชุมวางแผนระบบความพร้อมร่วมกับ ศูนย์เอราวัณ และทีมแพทย์โรงพยาบาลต่างๆในพื้นที่ กทม.ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งขณะนี้มีความพร้อมทุกด้านแล้ว มีการแบ่งโซนดูแลและมีระบบการประสานงาน การสื่อสารผ่านทางระบบดาวเทียม โดยมีโรงพยาบาลจุฬา�ลงกรณ์และสภากาชาดดูแลเรื่องคลังเลือด พร้อมสนับสนุนโรงพยาบาลต่างๆอย่างเต็มที่ สำหรับทีมกู้ชีพของกระทรวงสาธารณสุขที่ระดมปฏิบัติการในวันที่ 22-24 พ.ย. 2551 มาจาก 10 จังหวัด ได้แก่ กทม. นนทบุรี ปทุมธานี สมุทร�ปราการ ฉะเชิงเทรา ราชบุรี นครปฐม ชลบุรี สมุทรสาคร และพระนครศรีอยุธยา รวม 18 โรงพยาบาล ขณะนี้นายแพทย์ สาธารณสุขจังหวัดและ ผอ.โรงพยาบาลทุกระดับได้จัดเตรียมทีมแพทย์กู้ชีพสำรองไว้อีก สามารถระดมเพิ่มได้ ตามความจำเป็น
ม็อบหนุน-ต้านทยอยเข้ากรุงฯ
ส่วน ความเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ ในต่างจังหวัด ที่บริเวณร้านข้าวต้มนายตี๋ โรงแรมโพธิ์ทอง หลังอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี เขตเทศบาลนครนครราชสีมา ได้มีสมาชิกพันธมิตรนครราชสีมารวมทั้งนักรบเมืองย่าโม พร้อมสัมภาระทยอยเดินทางมาลงชื่อเพื่อโดยสารรถตู้ เข้ากรุงเทพฯตั้งแต่เช้า และเดินทางมุ่งหน้ากรุงเทพฯ แล้ว 60 คน โดยนายสุพจน์ พิริยะเกียรติสกุล ผู้ประสานงานฝ่ายสวัสดิการพันธมิตรนครราชสีมา เปิดเผยว่า ได้เตรียมรถตู้โดยสารและรถทัวร์ปรับอากาศไว้รับส่งเครือข่ายพันธมิตรฯเข้า กทม.ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่จำกัดจำนวน เพราะการชุมนุมครั้งนี้ถือเป็นการรบครั้งสุดท้าย อย่างแท้จริงและจะมีการระดมพลให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้พันธมิตรฯที่เดินทางไปร่วมชุมนุมตั้งใจแน่วแน่ว่าหากไม่ได้รับชัยชนะ ก็จะไม่กลับ
ด้านนายเขื่อนเพ็ชร โพนรัมย์ ประธานกลุ่มหนองน้ำใสรักษ์ประชาธิปไตย อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา กล่าวว่า สำหรับการเดินทางไปร่วมรายการความจริงวันนี้ ที่วัดสวนแก้ว จ.นนทบุรีนั้น ทางกลุ่มของตนและกลุ่มเครือข่ายปกป้องประชาธิปไตยในภาคอีสานได้รับการประสาน งานให้ส่งเฉพาะแกนนำไปร่วมกลุ่มละ 10-20 คน เพราะสถานที่ ณ วัดสวนแก้ว สามารถรองรับได้เพียง 3 หมื่นคนเท่านั้น อีกทั้งวัตถุประสงค์ที่ไปร่วมเพราะพวกเราต้องการปกป้องระบอบประชาธิปไตยอัน มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข โดยไม่ต้องการระบบเผด็จการและการใช้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย
ชาวเหลือง-แดงจับมือโชว์สามัคคี
ขณะ ที่หน้าที่ว่าการอำเภอขามสะแกแสง จ.นคร-ราชสีมา นายประจักษ์ สุวรรณภักดี ผวจ.นครราชสีมา เป็นประธานในพิธีเปิดงานวันพริกและของดีอำเภอขาม-สะแกแสง “จากวันแม่ถึงวันพ่อ 116 วัน สร้างสามัคคี” โดยมีนายสมชัย ฉัตรพัฒนศิริ ส.ส.นครราชสีมา นายชวาล พัฒนกำชัย ส.อบจ.เขตอำเภอขามสะแกแสง ประ-ชาชนชาวอำเภอขามสะแกแสง และนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเข้าร่วมงานกว่า 2,000 คน ใน งานนอกจากมีริ้วขบวนแห่ที่สื่อถึงเรื่องราวการสร้างความ รักความสามัคคี แล้วยังมีขบวนแห่พริกสด พริกแห้งที่ตกแต่งอย่างสวยงาม รวมทั้งมีป้ายผ้าเขียนข้อความว่า “ชาวอำเภอขามสะแกแสงมีความคิดที่แตกต่าง แต่ไม่ แตกแยก” ในงานมีกลุ่มชาวบ้านจำนวนหนึ่งสวมเสื้อสีแดง เขียนข้อความว่า รู้รักสามัคคี และมีชาวบ้านใส่เสื้อเหลือง เขียนข้อความบนเสื้อว่า รู้รักสามัคคี ยืนกอดคอ จับมือชูกันไว้แน่น
พระพยอม อ้าแขนรับทุกสี
ด้าน พระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว จ.นนทบุรี ให้สัมภาษณ์ที่ จ.นครราชสีมา ในโอกาสเดิน ทางไปเทศนาพิเศษที่เดอะมอลล์นครราชสีมา โดยพระพยอมกล่าวว่า ขณะนี้ได้เกิดวิกฤติในบ้านเมือง ทั้งเรื่องเศรษฐกิจและการเมือง ทำให้ประชาชนแตกแยกกัน เราจะต้องทำตัวเหมือนขึ้นภูดูเขารบกัน อย่าลงไปรบกับเขาด้วยจะดีที่สุด หรือที่เรียกว่าปราสาทแห่งปัญญา เมื่อขึ้นไปดูอยู่ข้างบนมองเห็นเขาทะเลาะกันก็ควรจะเตือนสติของเขาด้วย ไม่ใช่โดดลงไปอยู่ในสนามกับเขาด้วย น่าจะทำให้เราคิดเมื่อมีคนเจ็บจะต้องช่วยกันรักษา แต่ถ้าทุกคนลงไปในสนามหมด เวลามีคนเจ็บก็ไม่มีคนดูแล
แนะควรใส่ชุดขาวไปวัด
ต่อ ข้อถามถึงการที่ฝ่ายเสื้อแดงระดมคนไปร่วมรายการความจริงวันนี้ที่วัดสวนแก้ว ทางวัดได้เตรียมการ รองรับประชาชนไว้อย่างไรบ้าง พระพยอมกล่าวว่า สำหรับสถานที่ภายในวัดสวนแก้วสามารถรองรับคนได้ประมาณ 2 หมื่นคน แต่ยืนยันว่าที่วัดสวนแก้วจะไม่เน้นเป็นสีแดงหรือสีเหลือง อยากให้เป็นสีขาวจะได้ไม่แสลงตา เพราะเดี๋ยวนี้คนไทยเป็นโรคบาดหมางสี ถ้าไปที่วัดแล้วทุกคนเป็นสีขาวจะดีที่สุด
ไม่อนุญาต “ทักษิณ” โฟนอิน
ผู้ สื่อข่าวถามว่า หาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะ โฟนอินเข้ามาในรายการความจริงวันนี้ ที่วัดสวนแก้วจะอนุญาต หรือไม่ พระพยอมตอบว่า ถ้าจะโฟนอินสดมาในรายการเราจะไม่อนุญาต แต่ถ้าเป็นวีดิโอเทปหรือซีดี วัดจะขอตรวจเซ็นเซอร์ก่อนว่าเป็นการยุยงปั�นป่วนหรือไม่ ถ้าไม่ยุยงเราก็ให้ผ่าน แต่ถ้าเป็นการยุยงปั�นป่วนจะขอปิดไว้ก่อน ต่อข้อถามถึงข้อกล่าวหาของพันธมิตรฯที่ระบุว่าพระพยอมเลือกข้างอยู่กับเสื้อ แดงนั้นข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร พระพยอมตอบว่า ตนไม่ได้เลือกอยู่ข้างฝ่ายไหน ถ้าเลือกข้างจะเชิญพันธมิตรฯมาจัดรายการที่วัดสวน-แก้วทำไม ฝากบอกให้พันธมิตรฯมาจัดได้ ยินดีให้เวทีให้สถานที่ภายในวัดเต็มที่ และการที่รายการความจริง วันนี้มาจัดที่วัดใช้เวลาเพียง 3 ชั่วโมง ก็กลับบ้าน ไม่ได้ ยึดอยู่เหมือนทำเนียบ บอกกี่ครั้งว่าให้พันธมิตรฯมาได้ เลย เราจะได้ให้ข้อคิดอะไรเย็นๆ บ้าง ไม่ร้อนรนด่าคำหยาบ กลับมาวัดแล้วน่าจะทำให้เย็นลง เพราะที่วัดสวน-แก้วเคยจัดดีเบตมาแล้วระหว่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับนายสมัคร สุนทรเวช
เทศน์ซ้ำรบชนะแต่ชาติพัง
ต่อ ข้อถามการกล่าวหาว่าพระพยอมเป็นพระไม่ควรไปยุ่งกับการเมือง พระพยอมกล่าวว่า เรื่องนี้ไม่จริง นักการเมืองไปบวชที่วัดเยอะแยะไป การที่นักการเมืองเข้าวัดมาฟังเทศน์ฟังธรรมจะเสียหายตรงไหนคิดกันง่ายๆ ที่บ้านเมืองวุ่นวายเพราะนักการเมือง ไม่เข้าวัด การที่นักการเมืองเข้ามาวัดก็ยิ่งดี พระจะได้สอนธรรมะและให้ตนเทศนาก่อนเริ่มรายการทางวัดก็หวังตรงนั้น อีกทั้งนักการเมืองยังพาประชาชนเข้ามาวัดอีกตั้ง 3 หมื่นคน ถ้าทางวัดจัดเองไม่สามารถทำได้แต่จะให้วัดเอาโคโยตี้มาดิ้นยิ่งเสียภาพพจน์ วัดมากกว่านี้
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีพันธมิตรฯประกาศเป็นการรบ ครั้งสุดท้ายต้องชนะจะเตือนสติอย่างไรบ้าง พระพยอมตอบว่า ถ้าชนะแล้วใครได้ดี ถ้าชนะแล้วอีกฝ่ายหนึ่งยับเยิน คนที่ยับเยินไม่ใช่คนไทยหรอกหรือ ฉะนั้นคำว่าชนะไม่ใช่ประเทศชาติชนะเป็นเพียงคนกลุ่มนั้นอยากชนะแต่แล้ว ประเทศชาติประชาชนพัง ทุกคนอ้างประชาชนเป็นใหญ่จะทำความสุขให้กับประชาชนหรือสร้างความทุกข์ให้กับ ประชาชนให้ใคร่ครวญดู
วัดสวนแก้วคุมเข้มคนร่วมงาน
ส่วน ที่วัดสวนแก้ว จ.นนทบุรี สถานที่จัดรายการความจริงวันนี้ ได้มีแกนนำของรายการ นำโดย นายวีระ มุสิกพงศ์ ได้ไปควบคุมการติดตั้งเวทีและเครื่องเสียง ส่วนการดูแลเรื่องการรักษาความปลอดภัยนั้น ทาง พล.ต.ต.ทรงวุฒิ ถวัลย์กิจดำรงค์ ผบก.ภ.จ.นนทบุรี ได้สั่งระดมกำลัง 300 นาย พร้อมสุนัขดมกลิ่นคอยคุมเข้มตลอด ส่วนผู้นำรถส่วนตัวทางวัดให้ไปจอดที่สนามกีฬาจังหวัดนนทบุรีกับวัดโบสถ์พรหม อยู่ห่างจากวัดสวน-แก้วประมาณ 1 กม. รถสื่อมวลชนจัดให้จอดในอาคารของวัดสวนแก้ว แต่ผู้สื่อข่าวต้องแจ้งชื่อ สังกัดและสำเนาบัตรประชาชนไปให้ทีมงานล่วงหน้า นอกจากนี้ยังติดตั้งกล้องวงจรปิดบริเวณวัดทั้งหมด 30 ตัว
ระดมตำรวจคุ้มกันสนามบิน
ด้าน จ.กระบี่ พล.ต.ต.พศิน นกสกุล ผบก.ภ.จ.กระบี่ พ.ต.อ.ทักษิณ โภชากรณ์ ผกก.สภ.เหนือคลอง สั่งระดมตำรวจชุดปราบจลาจล กำลังตำรวจ สภ.เมืองกระบี่และเหนือคลอง 80 นาย กระจายกำลังรักษาความปลอดภัยสนามบินนานาชาติจังหวัดกระบี่ ระหว่างวันที่ 22-23 พ.ย.นี้ หลังจากแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชา-ธิปไตย ได้สั่งระดมพลทั่วประเทศไปชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาลเป็นครั้งสุดท้าย ทั้งนี้เพื่อป้องกันอาจจะมีกลุ่มพันธมิตรกระบี่หรือมือที่สามรวมตัวบุกยึด สนามบินนานาชาติจังหวัดกระบี่เหมือนครั้งที่ผ่านมา แต่ครั้งนี้เหตุการณ์ยังเป็นปกติ ขณะที่กลุ่มพันธมิตรกระบี่ 300 คน เดินทางเข้ากรุงเทพฯแล้ว ส่วน จ.สตูล กลุ่มพันธมิตรสตูล นำโดย นางอุดมศรี จันทรัศมี นำสมาชิก 100 คน เดินทางโดยรถบัสปรับอากาศ 1 คันและรถตู้ 1 คัน เข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรกรุงเทพฯเช่นกัน
ปล่อยโคมลอยสาปแช่ง “ทักษิณ”
ขณะ ที่ จ.เชียงใหม่ กลุ่มพันธมิตรฯเชียงใหม่ ได้รวมตัวกันที่สถานีวิหคเรดิโอของ นายเทอดศักดิ์ เจียม-กิจวัฒนา หมู่บ้านระมิงค์นิเวศน์ ต.หายยา อ.เมืองเชียงใหม่ พร้อมผลัดเปลี่ยนกล่าวโจมตี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมวางแผนเตรียมเดินทางเข้ากรุงเทพฯโดยจะระดมพลให้ได้มากกว่า 500 คน จากนั้นนายเทอดศักดิ์ แกนนำได้ทำพิธีสาปแช่ง พ.ต.ท.ทักษิณ กับรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ พร้อมปล่อยโคมลอยที่มีรูปภาพของ พ.ต.ท.ทักษิณ กับพวก ลอยขึ้นท้องฟ้าและเปิดเพลงหนักแผ่นดิน คลอไปด้วย
แจ้งจับพันธมิตรฯเบี้ยวค่ารถไฟ
ส่วน จ.นครศรีธรรมราช นายบรรจบ เพชรช่วย นายสถานีรถไฟนครศรีธรรมราช เข้าแจ้ง พ.ต.ท. อนันต์ เปาะทองคำ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครศรีธรรมราช เพื่อให้ดำเนินคดีตามกฎหมายกับกลุ่มบุคคลที่ใช้ชื่อกลุ่มว่า “กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นครศรีธรรมราช” ซึ่งโดยสารรถไฟแล้วไม่ยอมซื้อตั๋วและไม่ยอมจ่ายค่าโดยสาร โดยนายบรรจบให้รายละเอียดว่า ตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค. 51 เป็นต้นมา กลุ่มบุคคลดังกล่าวได้ขึ้นขบวนรถด่วนสายนครศรีธรรมราช-กรุงเทพฯ หลายครั้งโดยไม่ยอมซื้อตั๋วโดยสาร และไม่ยินยอมชำระค่าโดยสารตามอัตราที่การรถไฟแห่งประเทศไทยกำหนด บางครั้งยึดโบกี้โดยสารโบกี้เดียว บางครั้งยึดเกือบทั้งขบวนเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ทำให้การรถไฟฯ ได้รับความเสียหาย ทั้งนี้ สามารถรวบรวมพยานหลักฐาน และรวบรวมรายชื่อของกลุ่มบุคคลกลุ่มดังกล่าวได้ 74 คน ส่วนที่เหลือยังไม่ทราบชื่อและที่อยู่ จึงขอให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับ 74 คน มาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
แจ้งจับม็อบบุกราชธานีอโศก
ส่วน จ.อุบลราชธานี พ.ต.ท.กิตติโชติ แสงรุจี พนักงานสอบสวน สภ.เมืองอุบลราชธานี รับแจ้งจากนายมิ่งหมาย มุ่งมาจน อายุ 54 ปี อยู่บ้านเลขที่ 163 หมู่ 10 ต.บุ่งไหม อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี พร้อมพวกรวม 3 คนในฐานะตัวแทนร้านราชธานีอโศก ว่ากรณีที่ได้มีกลุ่มคนชาย หญิงประมาณ 200 คน แต่งกายด้วยเสื้อสีแดง โพกผ้าสีแดง ที่เรียกตัวเองว่า “กลุ่มพลังเงียบ” บุกเข้าใช้สิ่งโสโครกขว้างปา และทำลายทรัพย์สินของร้านราชธานีอโศก ถนนเทพโยธี ต.ในเมือง อ.เมืองอุบลราช
